

ท่ามกลางสมรภูมิ
ที่สุดปลายของทวีป เทือกเขาออดิน(Ordin)ตั่งตระหง่านขั้นกลางระหว่างดินแดนอันอุดมสมบูรณ์ของมุษย์และทะเลทรายสีเทาอันหนาวเหน็บอันเวิ้งว้างเปล่าไร้ซึ่งสิ่งมีชีวิตใดๆ
บนจุดกึ่งกลางของเทือกเขาอันยิ่งใหญ่ ป้อมปราการหินผาสีดำสนิทอันเก่าแก่มีชื่อว่า ดิฟมอร์เกต ตั่งอยู่เบื้องหน้าของทะเลทรายอันหนาวเหน็บ เป็นปราการแรกที่ปกป้องมวลมนุษย์จากภัยอันตรายภายนอก
เป็นเวลานับร้อยนับพันปี ปราการนี้ถูกสร้างเอาไว้ โดยเหตุผลบางอย่างนานเสียจนกลายเป็นตำนาน กลายเป็นความเชื่องมงายสำหรับใครหลายๆคน แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้แม้ว่ามันจะถูกสร้างเพื่ออะไรแต่มันก็มีอยู่จริง แม้การเวลาจะล่วงเลยผ่านมาขนาดนั้น แต่ความจริงที่ว่านับจากวันที่มันสร้างก็ไม่ได้มีสิ่งใดบุกเข้ามารุกรานแผ่นดินอันอุดมสมบูรณ์แห่งนี้ได้เลย
แต่ทว่าวันนี้ทุกอย่างกลับต่างออกไป ที่ลานกว้างเบื้องหน้าของปราการเก่าแก่ที่ว่างเปล่ามาเป็นพันปีแล้วนั้น บัดนี้กลับสิ่งมีชีวิตนับร้อยนับพันเคลื่อนไหวอย่างเนืองแน่นอยู่เกือบตลอดเวลา ทั้งหมดพุ่งตรงไปยังปราการสีดำอันเก่าแก่แห่งนั้นอย่างไม่มีหยุดพัก
กู่ร้องคำราม
“ยิง!!!”เสียงดังจากบนปราการ นายทหารคนหนึ่งเสียงกู่ร้องดังลั่นพร้อมๆกับห่าฝนลูกธนูพุ่งออกไปจากปราการอย่างพร้อมเพรียง ลูกศรนับร้อยๆพุ่งตรงไปยังร่างนับพันๆที่อยู่ที่ลานเบื้องล่าง หลายร่างทรุดตัวล้มลง ส่วนพวกที่ยังเหลืออยู่ก็ร้องคำรามออกมายิ่งกว่าเดิม
บนทางเดินแคบๆอันเป็นทางเส้นเดียวที่ตรงสู่ป้อมแห่งนั้น เหล่าทหารยืนเรียงแถวอยู่บริเวณเบื้องหน้าของประตูหินสีดำเก่าแก่โดยที่มีบานประตูทำจากไม้เนื้อแข็งสีเข้มสนิท เหล่าทหารหลายร้อยต่างผลัดกันวิ่งเข้าออกจากประตู เพื่อสกัดมวลร่างสูงใหญ่ของผู้มาเยือนไม่ให้ผ่านพ้นทางเดินริมผาขึ้นมาได้
ร่างเทาดำนับร้อยนับพันยืนเบียดเสียดอัดแน่นอยู่ที่ทางเดินริมหน้าผา หอกและดาบเข้าประทะกันอย่างไม่หยุดหย่อน ร่างของผู้มาเยือนเหล่านี้ มีลักษณะที่แม้จะคล้ายกับมนุษย์อยู่บ้าง แต่ด้วยผิวบ้างก็สีเทาอ่อนบ้างก็สีเทาเข้มบ้างก็สีดำ หัวที่โล้นเตียนที่มักถูกสวมด้วยหมวกเหล็กหยาบๆ ร่างที่สูงเกือบ 50 อิฐ (สูงประมาณ 230 cm.) ทำให้พวกมันมีพละกำลังที่มากอย่างน่าเหลือเชื่อ บวกกับเลือดสีดำสนิท ทำให้ไม่อาจเรียกพวกนี้ว่ามนุษย์ได้
“ตายซะเจ้าพวกออร์กชั่วช้า”หนึ่งในทหารสบถออกมาหลังจากที่ปราบพวกมันหนึ่งตัวลงไปได้ หลังจากที่ต้องรับแรงจากการโจมตีอันมหาศาลจากดาบอันใหญ่ ที่ใหญ่มากพอที่จะบดดังเกินครึ่งร่างของพวกมันเอาไว้ได้
เป็นโชคดีในบรรดาโชคร้ายมากมาย ดิฟมอร์เกตแห่งนี้ คือป้อมปราการที่ได้ชื่อว่าเป็นปราการที่มีชัยภูมิการตั่งรับที่ดีที่สุดในทวีปนี้แล้วก็เป็นได้ ด้วยตัวปราการที่ตั้งอยู่สูงเกินที่จะเอาบันไดพาด ล้อมรอบไปด้วยหน้าผาที่สูงชัน ที่ชันเกินกว่าจะปีนได้ ทางเดียวที่จะขึ้นมายังป้อมได้ คือต้องเดินผ่านที่เดินอันเปิดโล่งเลียบหน้าผาที่กว้างเพียงแค่ 20-22 อิฐ (ประมาณ 3.5 - 4 m.) เท่านั้นซึ่งง่ายต่อการใช้อาวุธประเภทธนูหรือหน้าไม้ในการยิงป้องกัน
“ยื้อเอาไว้!” เสียงตะโกนดังลั่นที่สุดปลายของถนน เหล่าชายหนุ่มยืนตั่งมั่นอย่างแข็งขัน รอรับการมาของมวลรางสูงใหญ่เหล่านั้นอีกครั้งอย่างนิ่งสงบ เหล่าอดีตชาวบ้านและและบรรดาชนต์เผ่าเร่ร่อนต่างพากันหยิบอาวุธที่ตนมีขึ้นตั่งมั่น แม้ก่อนหน้านี้พวกเขาไม่เคยที่จะหยิบสิ่งเหล่านี้มาเลยก็ตาม เต็มที่ก็แค่ธนูล่าสัตว์ แต่ทว่า บัดนี้ ในสถานการณ์ที่แสนคับขันนี้นั้น หอกและดาบอันหนักอึ้งถูกยัดลงบนมือของชาวบ้านธรรมดาๆเหล่านี้อย่างที่พวกเขาไม่อาจปฏิเสธได้
มือที่ในอดีตได้ถือเพียงเสียมกับคราด บัดนี้มือนั้นเงื้อมกำและจับอาวุธในมือแล้วตวัดฟัดเหวี่ยงมันอย่างยากเย็น แต่ด้วยหัวใจที่เข้มแข็งและหน้าที่อันสำคัญยิ่ง สำคัญเกินกว่าที่จะอยู่บนบ่าเล็กๆของพวกเขาด้วยซ้ำไป นั่นเป็นแรงผลักดันที่ทรงพลังมากพอที่ทำให้พวกเขายังคงยืนอยู่และสกัดการเข้ามาของมวลหมู่คลื่นของร่างเนื้อสูงใหญ่ที่กำลังถาโถมเข้ามาได้อย่างน่าเหลือเชื่อ
ร่างมากมายถูกส่งลงไปเบื้องล่างของหุบผาอย่างไม่หยุดหย่อน เติมเต็มหลุมเบื้องล่างด้วยกายหยาบสีเทากองเป็นภูเขา หอกและดาบถูกเหวี่ยงฟาดประทะกันเสียงดังสนั่นไปทั้วทั้งหุบผา ห่าฝนลูกศรพุ่งประสานกันไปมาอย่างวุ่นวาย การประทะอันดุเดือดและรุนแรงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง และไร้ซึ่งการลดราวาสอกใดๆ
สายตาของผู้มาเยือน
ณ อีกด้านของการต่อสู่ท่ามกลางหมู่มวลร่างสีเทาดำ ร่างเทาอ่อนร่างหนึ่งยืนสูงเด่นกว่าเหล่าผู้มีร่างสีเทาดำตนอื่นๆทั้งหมด มันกำลังมองดูการบุกที่ไม่ประสบผลนั้นอย่างขุ่นเคืองใจ ในตาฉายแววกังวลใจอย่างปิดไม่มิด ยามเมื่อเหลียวไปมองทะเลทรายกว้างใหญ่เบื้องหลัง ร่างท่อนบนอันเปลือยเปล่าเต็มไปด้วยมัดกล้ามกำยำ กำลังโยกขึ้นโยกลงจากการหายใจที่รุนแรง หน้าผากหนาอันโล่งเตียนขมวดกันอย่างเคร่งเครียด ดวงตาสีดำปลอดไร้ซึ่งตาขาวตามลักษณะของเผ่าพันธ์กำลังกวาดสายตามองสถาณการณ์เบื้องหน้าอย่างไม่วางตา
‘มันไม่ควรเป็นเช่นนี้’ เขาคิดวนอยู่ในใจ พลางเหลือบมองพื่นที่ว่างเปล่าเบื้องหลัง ก่อนจะหันกลับมาสบถด้วยภาษาอันกระโชกโฮกฮากของตน ก่อนที่จุดสีเหลืองเล็กๆกลางดวงตาสีดำปรอดนั้นจะเหลือบไปยังจุดสูงสุดของหน้าปราการที่อยู่ไกลลิบเบื้องหน้า สายตาที่ยังจ้องไปที่ร่างที่ยืนเด่นอยู่บนยอดผาเหนือป้อมปราการแห่งนั้นโดยไม่กระพริบ แม้ระยะมันจะไกลเกินกว่าจะจดจำใบหน้าได้ แต่เรือนผมสีแดงสดนั่นก็สามารถจารึกลงไปในความทรงจำของเขาได้อย่างไม่ยากนัก
“…Ashkcasa…” ( เจ้าผมแดง ) เสียงแตกซ่านและทุ้มต่ำถูกเปร่งออกมาจากลำคอ ก่อนที่จะกันออกมาออกคำสั่งเพื่อให้การศึกยังคงดำเนินต่อไป
ณ ป้อมปราการ
ในอีกฟากนึงของสมรภูมิ ณ จุดที่เป็นเป้าสายตาของอสูรกายตนนั้น บนชะง่อนผายื่นยาวและยกสูงชูขึ้นไปตั้งอยู่บริเวณด้านข้างป้อมปราการที่เหล่าชาวบ้านประทะอยู่นั้น หอคอยขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่ถูกสร้างเอาไว้เพื่อสังเกตุการณ์ และที่ใต้หอคอยแห่งนั้น เด็กหนุ่มคนหนึ่งที่สูงประมาณ 38 อิฐ (ประมาณ 170-175 cm.) กำลังเพ่งสายตาไปข้างหน้า เพื่อเฝ้ามองภาพรวมของสนามรบทั้งหมด ร่างโปร่งสวมเกราะอ่อนที่เป็นลวดถักคลุมทับด้วยเสื้อผ้าปอนๆหยาบๆไม่ต่างจากชาวบ้านคนอื่นๆ สายตาสีแดงทับทิมสดมองดูความเคลื่อนไหวทุกอย่างอย่างไม่วางตา ผมที่สีเข้มกว่าดวงตาเล็กน้อยถูกตัดแบบหยาบๆและสั้นจนไม่อาจมัดได้บนใบหน้ารูปไข่ที่ก่ำกึงระหว่างผู้ชายกับผู้หญิงที่ขึงตึงและนิ่งสนิทอยู่เสมอ
ถัดจากไปไม่ไกลนัก มีเด็กหนุ่มอีกคนวิ่งตรงขึ้นทางลาดของชะงอนผาอย่างเร่งรีบ ทันทีที่เขาได้พบ อะไรบางอย่างทำให้เขาหยุดชะงัก ดวงตาสีน้ำเงินเข้ม จ้องมองไปยังเรือนผมสีทับทิมเบื้องหน้าด้วยความรู้สึกที่แปลกประหลาด ท่าทีนิ่งสงบของเขาปลุกสร้างความรู้สึกบางอย่างเกิดขึ้นอย่างไม่ตั่งใจ นี่น่าจะความรู้สึกเดี่ยวกับที่เป็นแรงผลักดันให้ทุกคนมาถึงจุดนี้ก็เป็นได้
เสียงกระทบกันของหอกดาบเบื้องล่าง ดึงสติเขาจำต้องหยุดความคิดนั้นแล้วสลัดมันออกไป แล้วตรงดิ่งไปหาชายเบื้องหน้าเพื่อจัดการธุระของเขาให้เสร็จสิ้นเสียที
“เอริก” เด็กหนุ่มเอ่ยเรียกเด็กหนุ่มผมแดงอย่างเกร็งๆ เขาไม่พูดอะไรต่อ เขาทำเพียงแค่ยื่นของในมือให้คนตรงหน้าไป
เด็กหนุ่มผมแดงมองมันเล็กน้อยก่อนรับมันมาอย่างเบามือ เขาลงมือแกะห่อผ้าสีดำหม่นนั่น อย่างคร่ำเคร่ง ก่อนจะหยุดชะงักทันทีที่เห็นสิ่งของด้านใน
มือมนุษย์ที่ขาดวิ่นถูกห่อด้วยผ้าอันเปราะเปื้อน พร้อมกับแหวนหินสีฟ้า ซึ่งเป็นสิ่งบ่งชี้ถึงเจ้าของมือข้างนี้ว่าเขาเป็นใคร
เด็กหนุ่มถอดแหวนออกจากนิ้วมือสีคล้ำนั้นอย่างเบามือ แล้วสวมมันพร้อมกับกำมือแน่น ดวงตาที่ก้มลงมองพื้น ก่อนจะหลับตาลงอดกลั้นความรู้สึกของตนเอาไว้
“เจ้าได้มันเมื่อไหร่ อลัน” เอริกถามต่อ
“ก่อนการประทะ มาพร้อมกับเหยี่ยวของเขา” อลันตอบ
เอริกไม่ได้ตอบอะไร เขาทำได้เพียงแค่นิ่งเงียบและครุ่นคิดจนอีกคน เอ่ยตามขึ้นมาอย่างกังวล
“เราจะสกัดพวกมันเอาไว้ได้จริงๆใช่ไหม” อลันถามอย่างร้อนใจ เพราะเขารู้ว่าแม้ขณะนี้พวกเขาจะยังรับมือเหล่าผู้รุกรานได้ แต่ด้วยกำลังพลที่จะกัดและอ่อนแรงลงไปมาก จึงทำให้เขาเองก็ไม่รู้ว่าพวกเขาต้านอีกนานเท่าไหร่กัน ทำให้คำขู่ที่ส่งผ่านพัสดุนั้นดูไม่เกินจริงเลย
เอริกยังคงนิ่งเงียบพลางเงยหน้าขึ้นมองออกไปตรงหน้า “เรามีทางอื่นงั้นรึ”
ผู้มาใหม่ก้มหน้าลงด้วยความเข้าใจก่อนจะเงยหน้าขึ้นมาอีกครั้งเหมือนนึกอะไรขึ้นมาได้
“มีอีกเรื่อง สหายของท่านเขามาถึงแล้ว”
เอริกขมวดคิ้วแล้วหันกลับไปถามยืนยัน “สหาย?”
“สหายท่าน ชายชราคนนั้น ที่ไว้หนวดเครารุงรังแล้วเอาผ้ากระสอบมาห่ม คนนั้นหนะ เขามาแล้ว”
เด็กหนุ่มเบิกตากว้างขึ้น ก่อนจะพูดกับคนตรงหน้าแทบจะในทันที
“พาข้าไปพบเขา” พูดแล้วก็เดินนำออกไปอย่างรวดเร็ว
สู่การประทะ
เด็กหนุ่มผมแดงรีบเดินตรงดิ่งลงมาจากทางลาดเพื่อไปยังป้อมปราการเพื่อไปหาชายชราผู้นั้น แต่แล้วออร์กตนหนึ่ง พุ่งทะลุแนวป้องกันและตรงดิ่งมาที่เขา ในเสี้ยววินาทีนั้นเด็กหนุ่มชักดาบออกมาแล้วเอี้ยวตัวหลบออร์กตนนั้นได้อย่างหวุดหวิดและเขาก็อาศัยจังหวะตอนนั้น ตะหวัดดาบอย่างรวดเร็ว ก่อนที่ออร์กตนนั้นจะทรุดลง พร้อมกับเลือดสีดำนิลที่กระเซ็นออกมา
พอสิ่งนั้นล้มลง เขาก็ได้เห็นซึ่งสถาณการตรงหน้า เสียงตะโกนขอความช่วยเหลือดังระงมจากแนวหน้าและการประทะยังคงดุเดือดและเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง
เอริกมองกลับเข้าไปในป้อมอย่างช่างใจ ก่อนจะตัดสินใจเปลี่ยนแผนแล้วหันกลับไปสบทบกับคนที่แนวหน้าที่เหลือ
การมาของเด็กหนุ่ม ทำให้ขวัญกำลังใจของแนวหน้ากลับมาเล็กน้อย เหล่าทหารกวัดแกว่งดาบอย่างไม่ย่อท้อ แต่อย่างไรก็ดีความจริงเรื่องที่ว่าพวกเขากำลังจะค่อยๆเสียเปรียบก็ค่อยๆปรากฏชัดขึ้น ผู้คนที่บาดเจ็บเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ส่วนผู้คนที่เหลือก็กำลังเสียขวัญเหนื่อยล้าและอ่อนแรง
ความจริงที่ว่าพวกเขาทั้งหมดอาจจะแพ้และตายอยู่ที่นี่ค่อยๆผุดขึ้นในหัวของเหล่าชาวบ้านที่ละน้อยฉายออกมาผ่านดวงตาที่แห้งผากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งเมันไม่ควรจะเป็นเช่นนั้น และเป็นหน้าที่ของผู้นำอย่างเขาที่จะลบภาพอันโหดร้ายนั้น เขาจึงพุ่งตัวเข้าไปร่วมกับแนวหน้าพร้อมกับคมดาบถูกเหวี่ยงอย่างคล่องแคล่วและแม่นยำ
หมอก
จากการปรากฏตัวของชายผมแดงทำให้สถานการณ์ในการรบนั้นดูดีขึ้นมาพอสมควร เหล่าอสูรกายค่อยๆถูกผลักรุ่นลงไปเรื่อยๆ ภายใต้การนำของชายผมแดง การโจมตีเริ่มกลับมาตั้งขบวนได้อีกครั้ง บรรดาคนเจ็บถูกลำเลียงออก ทหารกลุ่มใหม่ก็ค่อยๆสลับสับเปลี่ยบจนเรียกได้ว่ากู้สถานการณ์ได้เลยทีเดียว
ทุกอย่างกำลังเป็นไปได้ด้วยดี แต่ทว่าเป็นเป็นอย่างนั้นได้ไม่นานนัก ชะตาก็ดูเหมือนจะเล่นตลกกับพวกเขาอีกครั้ง เมื่อจู่ๆม่านหมอกปริศนาขยายตัวขึ้นอย่างรวดเร็วบดบังทัศนวิสัยในสมรภูมินี้ไปจนหมดสิ้น ทำให้สนามรบที่เปิดกว้างแสนได้เปรียบนั้นได้หายวับไปกับตา พร้อมๆกับเสียงกลองทุ้มต่ำดังขึ้นจากในหมอกควัน เหล่าร่างสีขาวที่มาดั่งห่าคลื่นอยู่ๆก็หยุดชะงัก แล้ววิ่งกุลีกูจอหนีหายกลับเข้าไปในม่านหมอกนันไปอย่างรวดเร็ว ทิ้งให้เหล่านักรบจำที่ต้องต่อสู้ด้วยยืนงงกับสถานการณ์ตรงหน้าอย่างหาคำตอบไม่ได้
“พวกมันถอยแล้วหรือเปล่า เอริก” เหล่าทหารชาวบ้านต่างพากันตะโกนถามอย่างมีความหวัง
เอริกไม่ตอบเหล่าชาวบ้านต่างค่อยๆพากันวิตกมากขึ้นเรื่อยๆ ความเงียบงั้นอันอึดอัดได้ก่อตัวขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ มีเพียงเด็กหนุ่มผมแดงยังคงตั่งมันอยู่
“ทุกคนประจำที่” เด็กหนุ่มออกคำสั่ง และด้วยความตื่นตระหนกนั้นชาวบ้านจึงไม่ได้ตอบสนองเด็กหนุ่มแต่อย่างใด
เขาจึงพูดออกมาอีกครั้ง ด้วยน้ำเสียงที่ดุดันกว่าเดิม “อยากให้ให้มันไปถึงลูกเมียของพวกนายรึไง ทุกคนประจำที่!” เด็กหนุ่มตะโกนลั่น ด้วยคำพูดนั้นเหล่าชาวบ้านตอบสนองอย่างรวดเร็ว ทำให้ทั้งหมดกลับเข้ามาและประจำที่อย่างพร้อมเพรียง
เสียงดังอื้ออึงขึ้นในม่านหมอก มันดังขึ้นและดังขึ้นเรื่อยๆจนเหมือนว่ามันจะประชิดอยู่แล้ว
“เตรียมตัวสู้ศึก!” ด้วยคำพูดก่อนหน้า ทำให้รอบนี้ทหารหลายร้อยคนทำตามอย่างแข็งขัน ดวงตาพวกเขาต่างเบิกกว้างแต่กลับนิ่งสงบอย่างน่าเหลือเชื่อ โดยไม่มีซึ่งแววของความกลัวเลยแม้แต่น้อยทุกคนต่างสงบนิ่งและรอคอยการมาของพวกนั้นในระรอกถัดไป แม้ว่ารอบนี้ทัศนวิสัยจะถูกปกคลุมด้วยม่านหมอกก็ตาม
เด็กหนุ่มจ้องมองไปที่กำแพงหมอกเบื้องหน้าอย่างอดกลั้น และเพียงไม่กี่อึดใจนั้น
ร่างสีขาวโพลนพุ่งออกมาจากม่านหมอกและเข้าประทะกับพวกเขาอย่างรวดเร็วและรุนแรง
“รับมือ!” เอริกตะโกนตะโกนขึ้นพร้อมๆกับการประทะเกิดขึ้นแทบใจในทันที
ความโกลาหนเกิดปะทุขึ้นอีกครั้ง เหล่าชาวบ้านผู้กล้าเหวี่ยงดาบฟาดฟันอย่างไม่กลัวตายแม้เรียวแรงจะเหลือเพียงน้อยนิด แต่ก็สามารถประทะกับเหล่าอสูรกายที่คลุ้มคลั่งยิ่งกว่าเดิมนั้นได้อย่างน่าอัสจรรย์ แต่อย่างไรก็ดีการประทะครั้งนี้รุนแรงกว่าครั้งไหนๆ มีผู้บาดเจ็บและผู้สูญเสียเกิดขึ้นเร็วอย่างน่าหวาดหวั่น
เอริกมองภาพนั้นอย่างอดกลั้น แม้ทุกอย่างยังคงเป็นไปตามที่เขาคิด แต่ภาพการล้มตายของผู้คนต่างก็ทำให้เขาอดที่ใจเสียไม่ได้ แต่เพื่อสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่า แม้ต้องแลกด้วยชีวิตเขาก็ต้องทำ และดูท่าว่ารอบนี้มันก็อาจจะเป็นเช่นนั้นด้วย
ที่สุดขอบฟ้า
ตลอดเวลาหลายชั่วโมงชั่วยาม การประทะยังคงดุเดือด ความสูญเสียเกิดขึ้นมากขึ้นเรื่อยๆ แม้ทุกคนที่เหลือจะยังต่อสู้ต่อไปอย่างไม่ย่อท้อ แต่บรรดาร่างผู้บาดเจ็บมากมายที่ถูกพากลับเข้ามายังในป้อมอย่างต่อเนื่อง จนทำให้ทั้งลานหน้าป้อมเต็มไปด้วยคนที่บาดเจ็บและล้มตาย
เอริกกวาดสายตามองเหล่าบรรดาทหารที่กำลังอ่อนแรงลงเรื่อยๆเขาจึงจำเป็นจะต้องตัดสินใจ ทำอะไรบางอย่าง ถึงรู้ว่าผลลัพธ์ของมันจะเป็นอย่างไรก็ตาม
“ถอยกลับเข้าไปข้างใน!” เด็กหนุ่มต้องออกคำสั่งอย่างจำใจ ดึงเอาเหล่าทหารที่เหลือรอดอยู่หน้าป้อมกลับเข้าไปเข้าในป้อม ด้วยเพื่อเป็นการตั่งหลัก โดยผลธนูที่ลูกธนูกำลังร่อยหรอคอยยิงคุ้มกันให้กับพวกเขา
เป็นการตัดสินใจที่ยากลำบาก ในที่สุดเขาก็จำต้องปล่อยให้เหล่าอสูรกายเหล่านั้น ยึดทางขึ้นของปราการนั้นเอาไว้ได้ อสูรในนิทานปรัมปรา สิ่งที่ควรจะเป็นความเพ้อฝัน สิ่งที่มีเอาไว้หลอกให้เด็กกลัว แล้วไหงมันเป็นแบบนี้ไปได้
เด็กหนุ่ม จมอยู่กับความคิดของตัวเองยามเมื่อเมื่อเครื่องกระทุ้งกำแพงของพวกมันขึ้นมาถึงหน้าปราการแห่งนี้ได้ แม้กำแพงไม้ที่ถูกทำจากไม้ที่แข็งเทียมเหล็กของปราการอันเก่าแก่แห่งนี้ ก็คงไม่อาจจะทานทนมันได้นานนัก
ภาพคนที่บาดเจ็บและล้มตายเรียงรายอยู่เบื้องหน้า เอริกมองภาพนั้นอย่างสะเทือนใจ ท่ามกลางเหล่าทหารชาวบ้านที่กำลังวิ่งอย่างกุลีกุจอเพื่อที่เหนี่ยวยิงลูกศรที่จวนจะหมดอยู่แล้วไปยังอสูรการข้างนอกนั่นอย่างตื่นตระหนก เด็กหนุ่มก้มลงมองมือที่กำดาบของตัวเองอย่างช่างใจ ความรู้สึกผิดที่พยายามกดเอาไว้กลับพุ่งเสียดขึ้นมาในจิตใจอย่างร้ายกาจ
‘นายพาพวกเขามาตาย’ เสียงปีศาจดังก้องอยู่ในหัว แม้จะพยายามสลัดมันออกไปแค่ไหนก็ตาม แต่ด้วยความเครียด ความเหนื่อยล้า และภาระความรับผิดชอบที่หนักอึ้งยิ่งกว่าฉุนเขาให้จมลงไปกับเสียงปีศาจนั้นในที่สุด
ดูเหมือนว่าทุกอย่างจวนจะจบลงแล้ว ห้วงเวลาแห่งความสิ้นสูญกำลังคืบคลานเข้ามา หลายคนถอดใจหลายคนยอมแพ้ ในขณะที่เครื่องกระทุ้งกำแพงค่อยๆลำเรียงไกล้เข้ามาเรื่อยๆ พร้อมๆกับความหวังของพวกเขาที่ริบหรี่อยู่แล้ว ก็ค่อยๆมอดดับลงในที่สุด
แสงแห่งความหวัง
เมื่อนั้น เสียงแตรอันแหลมสูงดังแว่วขึ้นมาจากแดนที่อยู่ไกลลับตา ณ ที่ปลายสุดของขอบของอีกด้านของสมรถูมิ เบื้องหลังของพวกออร์กเหล่านั้น
“พวกมันกำลังถอย มีคนกำลังเข้ามา” เสียงตะโกนจากผู้สังเกตุการณ์ด้านบน ปลุกเด็กหนุ่มขึ้นจากพวัง เขาสับสนกับข่าวสารที่ได้ยินเมื่อครู่นิดหน่อย ก่อนจะจ่ำเท้าไปยังต้นตอของเสียงอย่างรีบร้อน ไปยังจุดที่ผู้สังเกตุการณ์คนนั้นสังเกตุการณ์อยู่
ทันทีที่ไปถึงที่นั้นดวงตาสีแดงทับทิมเบิกกว้างขึ้น ขณะที่มองไปยัง ณ ที่จุดปลายเส้นขอบฟ้าเบื้องหน้า ที่กลางทะเลทรายสีเทาอันหนาวเหน็บนั้น บางสิ่งกำลังมุ่งหน้ามาอย่างรวดเร็ว