

ณ ดินแดนที่ห่างไกล
แสงแดดยามเช้าพุ่งสะท้อนกับก้อนหินและต้นไม้ใบหน้า ผืนน้ำและเกลียวคลื่นส่องประกายระยิบระยับ สายลมอ่อนๆ พัดเอาไอเย็นอ่อนๆจากท้องทะเล พัดผ่านเมืองบนเชิงเขาตรงข้ามกับทะเลแสนสวยเบื้องหน้า
สายลมเอื่อยๆพัดพาเอาเรือน้อยใหญ่จากทุกสารทิศมาเทียบท่าที่นี่ ผู้คนมากมายเดินควักไขว่ไปมาอย่างคึกคัก บรรดาร้านรวงตั่งเรียงรายอยู่รายรอบ ผู้คนมากหน้าหลายตา เดินเข้าออกเมืองแห่งนี้กันอย่างไม่ขาดสาย ถนนเส้นหนึ่งทอดตัวผ่านเมืองอันสลับซับซ้อน ขึ้นไปยังปราสาทอันร่มรื่นเบื้องบน
ปราสาทสีขาวแห่งเมืองไทลอส ตั้งตะหง่านสูงเด่นอยู่บนเชิงเขา ปราสาทหลังใหญ่ถูกตกแต่งอย่างเรียบง่ายแต่ทว่ากลับสวยงามจับใจและด้วยขนาดที่โอ่อ่าของมันก็สามารถทำให้ทุกคนที่มาถึงที่นี่อดที่จะทึ่งกับปราสาทแห่งนี้ไม่ได้
รอบๆปราสาทเต็มไปด้วยสวนที่แสนสวยงามที่ใหญ่ไม่แพ้กัน ว่ากันว่ามันใช้คนหลายร้อยหลายพันคนในการดูแลที่นี่ให้ยังอยู่ในสภาพดีอยู่ดังเดิม ไม่นับรวมเหล่าพ่อค้าวานิชและบรรดานักดานักปราชมากมายมายจากทั่วทุกสารทิศพากันเดินเข้าออกกันอย่างขวักไขว่ ทำให้ปราสาทกว้างใหญ่นี้แทบไม่เคยเงียบเหงาเลย
ที่มุมหนึ่งของปราสาท หอสมุดที่ได้ชื่อว่าใหญ่ที่สุดในทวีป ตั่งสูงเด่นท่ามกลางหอพักมากมายที่ที่เหล่าผู้แสวงความรู้จากทั่วทั้งทวีปที่เดินทางมาที่ศุนย์กลางแห่งความรู้ของทั้งทวีป
การสนทนาในสวนเล็ก
ที่ด้านข้าง สวนอันแสนสวยงานเต็มไปด้วยต้นไม้น้อยใหญ่ที่ถูกตัดแต่งอย่างปรานีต สายลมอ่อนๆพักผ่านเข้ามา เสียงต้นไม้ใบหญ้าดังอย่างแผ่วเบา เสียงนกเจือยแจ้วทำให้จิตใจของผู้ที่อยู่ในนั้นรู้สงบยิ่งนัก และที่ม้านั่งในสวนอันเงียบสงบแห่งนั้น เด็กชายอายุไม่น่าเกินสิบห้า สวมผ้าคลุมสีดำสนิทนั่งอย่างสงบกับหนังสือเก่าๆเล่มหนา สายลมอ่อนๆพัดผ่านเส้นผมสีอิฐปลิวไหวอย่างอ่อนโยน เขาเงยหน้าสัมผัสสายลมอ่อนนั้นอย่างผ่อนคลายพลางค่อยๆปล่อยให้หนังสือที่อ่านนั้นวางลงบนตักอย่างแผ่วเบา
เสียงนกเจือยแจ้วนั้นทำให้เขาหันไปมองวิวอันงดงามของเมืองแห่งนี้ บ้านเรือนสีขาวตั่งเรียงรายไล่ลงไปเป็นชั้นๆจนลงไปจดกับทะเลสีอ่อนกว้างสุดลูกหูลูกตา เขากุมเข็มกลัดไม้ที่คอพร้อมๆกับดื่มด่ำกับความธรรมดาอันแสนพิเศษนี้
แต่แล้วเสียงเสียงหนึ่งจะดังแว่วขึ้นจากระยะไกล ทำลายความเงียบสงบนั้นให้หายวับไป เขาหันกลับมามองที่ทางเข้าของสวนที่เป็นพุ่มไม้ใหญ่ที่ถูกตัดแต่งและดัดโค้งอย่างสวยงาม ที่ข้างๆนั้นมีเด็กหญิงรุ่นราวคราวเดียวกับเขากำลังยืนเอาหลังแนบกับพุ่มไม้ที่เป็นประตูทางเข้าพลางเหลี่ยวออกไปอย่างระแวดระวัง เธอยังคงชะเง้อมองไปยังข้างนอกสวนนั้นอยู่พักใหญ่โดยที่ไม่ได้สนใจผู้อยู่ก่อนเลยแม้แต่น้อย
“อะแฮ่ม” เสียงกระเอ่มเบาๆของเด็กชาย ทำให้เธอรู้สึกตัวได้เสียทีว่ามีสายตาหนึ่งกำลังจ้องเธออยู่ ดวงตาสีเขียวอมฟ้าเธอหันไปสบสายตากับดวงตาสีน้ำตาลแดงนั้น เธอตกใจเล็กน้อยก่อนจะยกนิ้วชี้มาแนบที่ปาก เพื่อบอกให้เด็กชายคนนั้นเงียบๆเอาไว้
เด็กชายขำในใจเล็กๆกับท่าทางลับๆล่อๆของเด็กผู้หญิงตรงหน้า แต่เขาก็ทำตามอย่างไม่ขัดข้องอะไรพลางยกหนังสือเล่มหนาขึ้นมาอ่านอีกครั้งอย่างไม่สนใจ ปล่อยให้เด็กหญิงยังคงมองไปที่ทางออกนั้นต่อไป
พอเธอเห็นว่าต้นทางของเสียงนั้นได้หายไปแล้วเธอจึงค่อยๆเดินออกมาจากตรงนั้นแล้วตรงมายังเด็กชายคนนั้นแล้วพูดออกมาเบาๆปนเขินอาย
“ขอบใจนะ ฉันเกือบถูกจับได้แล้วเชียว” เด็กหญิงพูดพลางยิ้มไปด้วยเด็กชายยิ้มตอบก่อนจะเหลือบไปมองชุดลูกไม้สีขาวแสนสวยของเด็กหญิงตรงหน้าเขาจึงอดไม่ได้ที่จะถาม
“เธอมางานประชุมใช่ไหม”
ทันทีที่ถูกถามเด็กผู้หญิงถึงกับชะงัก ใบหน้ายิ้มแย้มก็เจื่อนลงเล็กน้อย “ก็ใช่แหละ ที่นั่นไม่ค่อยเหมากับฉันเท่าไหร่หนะ”
เด็กชายมองเด็กสาวอย่างครุ่นคิด “มันจะไม่ทำให้คนอื่นเขาเดือดร้อนเหรอ” เขาพูดด้วยท่าทีที่ไม่สมอายุ
ทันใดนั้นหน้าเด็กหญิงก็แสดงสีหน้าบูดบึ้งขึ้นมาทันที “เดือดร้อนไปแหละดีแล้ว” เด็กหญิงพูดเหมือนไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่น้ำเสียงลึกๆทำให้เขารู้ว่าเธอรู้สึกรุนแรงกว่าท่าที่เธอสื่อออกมาแน่
เด็กชายอนุมานได้อย่างรวดเร็วว่าเธอต้องไม่ธรรมดา แต่ก็เลือกที่จะไม่สนใจ “เอาเถอะ แวะพักที่นี่ก่อนก็แล้วกัน เดี๋ยวถ้ามีคนมา จะช่วยเตือนแล้วกัน”
เด็กหญิงเลิกคิ้วขึ้นนิดหน่อยอย่างสนใจ ปรกติถ้าเป็นคนอื่นๆโดยเฉพาะถ้าเป็นชาวบ้านหรือขุนนาง ถ้าได้ยินที่เธอเล่าเมื่อครู่ก็น่าจะรู้แล้วว่าเธอเป็นใคร และคนตรงหน้าก็ดูท่าเหมือนจะรู้นะแต่ทำไมเขากลับดูไม่สนใจเลย นั่นทำให้เธอสบายใจขึ้นมาเล็กน้อย
การสนทนาในสวนเล็กๆ ต่อ
“ฉันนั่งด้วยได้ไหม” เด็กหญิงถาม เด็กชายจึงขยับเพื่อให้เธอได้นั่ง
“แล้วนายละมาทำอะไรที่นี่” เด็กหญิงถาม
เขาไม่ตอบแต่ยกหนังสือขึ้น
“นายอ่านออกด้วยงั้นหรือ”เธอถามเพราะ ชาวบ้านในเมืองของเธอน้อยคนนักจะอ่านออกเขียนได้
เด็กชายพยักหน้าเล็กๆ แทนคำตอบ
“งั้นเหรอ”เด็กสาวพูดเสร็จก็นั่งเงียบ ชมนกชมไม้ไปเรื่อย จนกระทั้งเธอเริ่มเบื่อ สายตาของเธอจึงหันกลับไปที่เด็กชายอีกคนอีกครั้ง
“เธอชื่ออะไรเหรอ”เด็กชายถามขึ้นเพื่อทำงายความเงียบ
“ฉันชื่ออลิส นายละ”
“ใครๆก็เรียกฉันว่า เอ็ด เธอเรียกฉันว่าเอ็ดก็ได้ ยินดีที่ได้รู้จัก”
“ ยินดีที่ได้รู้จักเหมือนกัน ”
“แล้วทำไมถึงหนีออกมา งานเลี้ยงไม่ดีหรือไง ใครๆก็อยากอยู่ที่นั่นกันทั้งนั้น”
“ถ้านายลองไปซักครั้งนายก็จะรู้”
เด็กชายเงียบไปแปบนึงหลังเพื่อช่างใจว่าจะตอบแบบไหนออกไปดี "งั้นเหรอ" สุดท้ายเขาก็พูดได้แค่นี้
“ช่างเถอะ นายอ่านอะไรอยู่เหรอ” เด็กหญิงถามเพื่อสลัดเรื่องไม่สบายใจออกไป
“อ่อ ลองดูไหมละ” พูดจบเขาก็หันหนังสือกลับไปให้อลิสดู
ในนั้นเต็มไปด้วยภาพร่าง ของสิ่งมีชีวิตแปลกตามากมายที่เธอไม่เคยเห็น ถูกเขียนอย่างละเอียดพร้อมทั้งคำอธิบายมากมายที่เขียนด้วยมือ
“มันคือ?” เด็กหญิงถาม
“พวกสิ่งมีชีวิตในเทพนิยาย มีคนเคยตั่งสมมุติฐานว่าพวกมันมีอยู่จริง”
“ถามจริง อย่างพวกเอลฟ์ หรือคนแคระหน่ะเหรอ!” เด็กหญิงพูดขึ้นอย่างตื่นตาตื่นใจ เพราะเป็นเรื่องที่เธอได้ฟังจากแม่นมตั่งแต่ยังเด็ก
“ใช่ แต่ก็เป็นเพียงสมมุติฐานนะ แต่ฉันเชื่อว่าพวกนั้นมีอยู่จริง” เด็กชายตอบด้วยสายตาที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความฝัน ก่อนจะก้มลงแล้วเริ่มอธิบายสิ่งที่ตนเองได้อ่านมา
“อย่างเช่นเจ้านี่…” จากนั้นเขาก็เริ่มเล่าอย่างมีความสุข
ความฝัน
เด็กหญิงมองไปที่เด็กชายที่กำลังเล่าเรื่องด้วยตาอันเป็นประกาย แม้มันจะดูละเมอเพ้อฝันแค่ไหน แต่เขาก็ยังมีสิ่งที่หลงไหล มีสิ่งที่เป็นความฝัน ต่างจากเธอที่ถูกกักขังไว้ด้วยฐานะของเธอนั้นแสนสะดวกสบาย ไม่เคยอดอยากหรือหิวโหย มีผู้คนห้อมล้อมคอยยกยอปอปั้นเอาอกเอาใจ
มีคนมากมายอิจฉามันหลายคนยอมแลกทุกอย่างเพื่อมายืนอยู่ในจุดที่ฉันอยู่ตรงนี้ แต่มันก็ใช่ว่าจะดีไปซะทุกเรื่อง มันเองก็มีข้อแลกเปลี่ยนในตัวมันเองเช่นกัน ทุกคำพูดทุกการกระทำอาจส่งผลร้ายต่อผู้อื่น การคงอยู่ของเธอที่ไม่อาจตัดสนใจด้วยความชอบ ความถูกผิด หรือศีลธรรมได้ เธอรู้ว่าสำหรับหลายๆคน นี่อาจไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่เธอเองรู้ตัวดีว่านั่นไม่ใช่เธอเลย ไม่ใช่แม้แต่น้อย นั่นทำให้เธอไม่อาจปฏิเสธได้เลยว่าเธอรู้สึกอิจฉาต่อคนตรงหน้านั่นจับใจเลย
“นี่เธอ เป็นอะไรหรือเปล่า อยู่ๆก็เงียบไป” เด็กชายปลุกเด็กสาว ขึ้นจากพวัง เด็กชายมองสีหน้าเศร้าสร้อยอย่างฉงนสงสัย “ทำไมเจ้าทำหน้าเศร้าสร้อยเพียงนั้น”
เด็กหญิงสลัดความคิดของตัวเองออก ก่อนจะปรับสีหน้ามาให้อยู่ในอาการที่ปรกติที่สุด “ไม่มีอะไรหรอก ฟังนายเล่าสนุกดี ถ้าสิ่งมีชีวิตวิเศษเหล่านั้นมีอยู่จริงก็คงดีซินะ”
“อ่า…” เด็กชายเกาหัวแกรกๆ อย่างเขินอายนิดๆ
“ข้าเข้าใจว่ามันฟังดูเพ้อเจ้อ แต่มันมีหลักฐานสนับสนุนอยู่นะ ทั้งเอลฟ์ ออร์ก คนแคระ พวกสัตว์ในตำนานต่างๆ แต่พวกมันอาจอาศัยอยู่ซักที่ที่อยู่แสนไกลจากที่นี่หนะ ฉันหน่ะ ถ้าเป็นไปได้ก็อยากจะเดินทางไปให้สุดขอบโลก เพื่อพิสูจน์มันนั่นแหละความฝันฉันหละ”เด็กชายพูดด้วยด้วยสายตาเป็นประกายยิ่งกว่าเดิม
“ดีจังน้า มีความฝัน มีอิสระที่จะได้ทำ ถึงแม้ว่าจะเป็นเรื่องเพ้อฝัน แต่ด็น่าอิจฉาอยู่ดี” เด็กหญิงพูดพลางยิ้มออกมานิดหน่อย นั่นทำให้เด็กหนุ่มที่ตาเป็นประกายนั้นกลับมาเขินหนักกว่าเดิม
“แล้วเธอละ ไม่มีความฝันหรือสิ่งที่อยากทำบ้างเลยเหรอ”
“ไม่ใช่ว่ามีหรือไม่มี แต่มีไม่ได้ต่างหาก”
“ไหงงั้น”
“ก็ไม่เห็นแปลก ซักวันฉันก็ต้องทำอย่างที่บรรพบุรุษทำ ต้องแต่งงานด้วยผลประโยชน์ อยุ่ในจุดที่ทุกคนจ้องจับผิด ถ้าพลาดอาจถึงตาย หรือแย่กว่า และที่สำคัญกว่านั้น ฉันหนีไม่ได้ ดังนั้น ฝันไปก็ไร้ค่า สู้อยู่ไปแบบนี้ซะยังจะดีกว่า”
เด็กชายไม่ได้พูดอะไรออกมาต่อ ในหัวพยายามสรรหาคำพูดเพื่อปลอบเด็กหญิงผู้ไม่สมวัยคนนี้อย่างไรให้ออกมาดี แต่เขาก็ไม่สามารถพูดอะไรออกมาได้
“ช่างมันเถอะ ขอโทษด้วยนะ ฉันจะคอยเป็นกำลังใจให้นะ” พูดจบเธอก็ดีดตัวขึ้นยืน “ฉันคิดว่าฉันต้องไปแล้วหละ”
ทันใดนั้นเอง เด็กชายก็โพลงคำพูดบางอย่างออกมา
คำท้าทาย
“ฉันขอท้าเธอ”
เด็กหญิงชะงักแล้วค่อยหันมาทางเด็กหนุ่ม
“ฉันจะหามันให้พบแล้วพาเธอไปดูด้วยตาของตัวเอง เพราะงั้น ก่อนหน้าที่จะถึงตอนนั้นช่วยอย่าปฏิเสธปฎิเสธฝันของเธอเลยนะ สำหรับฉันความฝันเป็นสิ่งที่พิเศษหากขาดมันไปฉันคงอยู่ไม่ได้แล้วฉันไม่อยากให้เธอเป็นแบบนั้น” เด็กชายพูดกึ่งปลอบ
เด็กหญิงมองไปที่ตามุ่งมั่นตรงหน้านิ่ง “นั่นมันคำท้าตรงไหนกัน” ความเงอะงะของเด็กชายตรงหน้าทำให้เธออดไม่ได้ที่จะเธอถอนหายใจออกมาพลางยิ้มออกมาด้วยเล็กด้วย แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ามันทำให้เธอรู้สึกดีขึ้นจริงๆ
“แล้วฉันไม่ต้องรอจนแก่เลยหรอไง” เธอพูดแล้วก็เงียบไปนิดหน่อย “เอางี้ นายอายุเท่าไหร่”
“สิบสาม ทำไมเหรอ”
“อายุน้อยกว่าฉัน ปีนึงงั้นเหรอ ดี ถ้าก่อนอายุยี่สิบ นายสามารถพิสูจน์ได้ว่ามันมีจริง ฉันจะให้ทุกอย่างที่นายขอ ทุกอย่างที่ฉันให้ได้ แต่กลับกันถ้านายพิสูจน์ไม่ได้ก่อนอายุยี่สิบ ถ้าหากฉันเจอนายจะต้องทำตามที่ฉันขอทุกอย่าง คิดว่าไงสนใจรับคำท้าไหม”
คำท้าที่ดูเลื่อนลอยถูกท้าสวนออกไปเอ่ยท้าขึ้น เด็กชายมองไปที่ในตาเธอ ดวงตาของเธอแฝงไปด้วยความเศร้าบางอย่างแม้เธอจะรุ่นราวคราวเดียวกับเขา แต่เธอดูโตกว่าคนที่อายุเท่าเธอ อาจะด้วยเพราะฐานะของเธอด้วย มันเลยน่าจะทำให้เธอจำต้องมีความคิดความอ่านที่โตกว่าเด็กทั่วไป เด็กชายมองไปที่เธอแล้วก็สัมผัสได้เลยว่ามันคงมีเหตุอะไรบางอย่างใต้คำท้านั้นแน่ๆ
“ได้ แต่ในระหว่างนี้ไม่ว่าความฝันเธอจะคืออะไรอย่าทิ้งมัน แล้วเมื่อวันที่ฉันหาพวกมันจนเจอ เธอก็ค่อยเล่าความฝันของเธอตอนนั้น เพิ่มข้อตกลงนี้ไปด้วย ตกลงไหม”
คำพูดนั้นกระแทกไปที่ใจของเด็กหญิง ดวงตาสีน้ำตาลแดงฉายแววห่วงใยเล็กน้อย ทำให้เธอรู้ว่าเขารู้ว่าเธอกำลังรู้สึกอะไรอยู่ตอนนี้ เธอเบี่ยงตามองไปข้างนอกแปบหนึ่งอย่างผ่านคลาย ก่อนจะยิ้มออกมานิดหน่อยก่อนจะหันกลับมาสบสายตากับเด็กชายตรงหน้า
“ได้ซิ เอาตามนั้นก็ได้” พูดจบเธอก็ดึงผ้าผูกผมของเธอออกมาแล้วยื่นให้เด็กชายตรงหน้า
“นี่อะไรงั้นรึ”
“ของแทนคำสัญญาไง นายเองก็ต้องให้อะไรฉันมาซักอย่างนึง อะไรที่ทำให้นายจำได้”
เด็กชายทำท่านึกอยู่ครู่หนึ่งเพราะตัดสินใจไม่ได้ว่าใจให้อะไรดี แต่แล้วก็นึกอะไรขึ้นมาได้ เขาล้วงมือไปใต้ผ้าคลุมก่อนจะ ยิบกระเป๋าผ้าเล็กๆใบหนึ่งออกมาแล้วเทออกมา หินสีน้ำตาลแดงชิ้นหนึ่งตกลงมาบนฝ่ามือ
“ฉันเจอหินก้อนนี้ เมื่อนานมาแล้วแม่ฉันบอกว่ามันสีเดียวกับตาฉันเลย ฉันเลยเก็บมันเอาไว้เล่นๆ ฉันจะใช้อันนี้แหละ ฝากมันเอาไว้ที่เธอด้วยละ” พูดจบเขาก็เอาใส่กลับเข้าถุงแล้วยื่นให้คนตรงหน้า
“ได้ ฉันจะเก็บมันเอาไว้อย่างดีเลย”
“โอเค แล้วเจอกันกันอีกที ในอีกสิบปีข้างหน้านะ”